วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Web 3.0
การใช้งานอินเตอร์เน็ตถูกแบ่งออกเป็นยุคๆ ซึ่งตอนนี้เราก็ใกล้ที่จะก้าวเข้าสู่ อินเตอร์เน็ตยุคที่ 3 กันแล้ว หรือที่เราเรียกกันว่า Web 3.0 เชื่อว่าหลายๆ คนคงยังไม่รู้ว่า Web 3.0 นั้นมันคืออะไรกัน แล้วแล้วมันผ่าน Web 1.0 และ Web 2.0 มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าจะพูดถึง Web 1.0, 2.0, 3.0 หลายๆ คนคงจะคิดว่ามันเป็นเทคโนโลยีใหม่หรือเปล่า ? แต่ไม่ใช่เลยมันไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ พูดง่ายๆ คือมันไม่ใช่เทคโนโลยีอะไรเลย มันเป็นเพียงแค่หลักการในการนำเสนอข้อมูลหรือเนื้อหาออกมาเท่านั้นเอง (ใช้คำถูกเปล่า ?) เราลองมาดูว่าอินเตอร์เน็ตในแต่ละยุคนั้นมันมีหลักยังไง
Web 1.0 = Read Only, static data with simple markup
Web 2.0 = Read/Write, dynamic data through web services
Web 3.0 = Read/Write/Relate, data with structured metadata + managed identity
ในส่วนของเว็บ 1.0 และเว็บ 2.0 ผมคงจะไม่พูดถึง เพราะมันกำลังจะผ่านไป ถ้าใครยังไม่รู้ก็ลองถาม Google ดูครับ เรื่องของเรื่องคือวันนี้ผมมีวีดีโอ Web 3.0 มาให้ดูกันครับ แต่ทว่าจะดูไม่เรื่องเรื่องเลยถ้าเรายังไม่รู้ว่า Web 3.0 คืออะไร ? ซึ่งเว็บ 3.0 นี่แระที่ผมเชื่อว่ามันจะมาเปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตให้น่าอยู่มากขึ้น น่าใช้งาน และมันจะทำให้ปัญหาหลายๆ ปัญหาหมดไป (หรือเปล่า) Web 3.0 ถูกคิดขึ้นบนพื้นฐานจากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว แต่การเพิ่มขึ้นของข้อมูลนั้นมันไม่ได้มีคุณภาพเอาซะเลย และจากเหตุผลนี้ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมูลนั้นๆ นั่นเอง ซึ่งอาจจะเรียกว่า Tag ก็ได้ โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเอง จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น Web 3.0 ดูๆ ไปแล้วก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบเว็บ 2.0 มากกว่าการสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยเว็บ 3.0 นี้จะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น ดีขึ้น และทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง
Web 3.0 มันมีอะไรบ้าง
Artificial Intelligence หรือ AI หลายๆ คนคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว มันเป็นระบบสมองกล จะสามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหา หรือคิดอะไรอยุ่
Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ พยายามทำให้ภาษาทั้งหลายคุยกันได้เองหรือเข้าใจกันได้ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมันจะไม่สรุปให้ว่าข้อมูลไหนดีที่สุด แต่จะเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาเทลงตรงหน้า จะทำให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจทำให้เกิดฐานข้อมูลโลก
Composite Applications เป็นการผสมผสาน Application หรือโปรแกรม หรือบริการต่างๆ ของเว็บ ที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานนั้นเอง
Semantic Wiki เป็นการอธิบายคำๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารีนั้นเองครับ ดังนั้นถ้า Web 3.0 เป็น Wiki ด้วยแล้วนั้น จะทำให้เราสามารถหา ความหมาย หรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้น
Ontology Language หรือ OWL เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดูจากความหมายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata นั้นเอง
Web 3.0 from Kate Ray on Vimeo.
ที่มา : techcrunch.com และ computers.co.th
Web 1.0 = Read Only, static data with simple markup
Web 2.0 = Read/Write, dynamic data through web services
Web 3.0 = Read/Write/Relate, data with structured metadata + managed identity
ในส่วนของเว็บ 1.0 และเว็บ 2.0 ผมคงจะไม่พูดถึง เพราะมันกำลังจะผ่านไป ถ้าใครยังไม่รู้ก็ลองถาม Google ดูครับ เรื่องของเรื่องคือวันนี้ผมมีวีดีโอ Web 3.0 มาให้ดูกันครับ แต่ทว่าจะดูไม่เรื่องเรื่องเลยถ้าเรายังไม่รู้ว่า Web 3.0 คืออะไร ? ซึ่งเว็บ 3.0 นี่แระที่ผมเชื่อว่ามันจะมาเปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตให้น่าอยู่มากขึ้น น่าใช้งาน และมันจะทำให้ปัญหาหลายๆ ปัญหาหมดไป (หรือเปล่า) Web 3.0 ถูกคิดขึ้นบนพื้นฐานจากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว แต่การเพิ่มขึ้นของข้อมูลนั้นมันไม่ได้มีคุณภาพเอาซะเลย และจากเหตุผลนี้ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมูลนั้นๆ นั่นเอง ซึ่งอาจจะเรียกว่า Tag ก็ได้ โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเอง จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น Web 3.0 ดูๆ ไปแล้วก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบเว็บ 2.0 มากกว่าการสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยเว็บ 3.0 นี้จะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น ดีขึ้น และทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง
Web 3.0 มันมีอะไรบ้าง
Artificial Intelligence หรือ AI หลายๆ คนคงจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว มันเป็นระบบสมองกล จะสามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหา หรือคิดอะไรอยุ่
Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ พยายามทำให้ภาษาทั้งหลายคุยกันได้เองหรือเข้าใจกันได้ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมันจะไม่สรุปให้ว่าข้อมูลไหนดีที่สุด แต่จะเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาเทลงตรงหน้า จะทำให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจทำให้เกิดฐานข้อมูลโลก
Composite Applications เป็นการผสมผสาน Application หรือโปรแกรม หรือบริการต่างๆ ของเว็บ ที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานนั้นเอง
Semantic Wiki เป็นการอธิบายคำๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารีนั้นเองครับ ดังนั้นถ้า Web 3.0 เป็น Wiki ด้วยแล้วนั้น จะทำให้เราสามารถหา ความหมาย หรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้น
Ontology Language หรือ OWL เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดูจากความหมายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata นั้นเอง
Web 3.0 from Kate Ray on Vimeo.
ที่มา : techcrunch.com และ computers.co.th
จาก Web 2.0 สู่ Web 3.0 ความเหมือนที่แตกต่าง
ถ้าแบ่งยุคของ Internet ในตอนนี้อาจแบ่งได้ 2 ยุค และเรากำลังก้าวไปสู่ยุดที่ 3 ในไม่ช้านี้ ในยุดแรก Web 1.0 นั้นเป็นเรื่องของการที่ผู้ให้บริการนำเสนอข้อมูลให้กับบุคคลทั่วไป โดยทำในลักษณะเดียวกับหนังสือทั่วไป ที่ผู้อ่านมีส่วนร่วมน้อยมากในการเติมแต่งข้อมูล แต่ในยุคของ Web 2.0 บุคคลทั่วไปคือผู้สร้างเนื้อหา และนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ จาก Web 2.0 ในเปลือกนัท ทำให้เราเข้าใจว่าในยุคที่ 2 นั้นเป็นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยการสร้างเสริมข้อมูลสารสนเทศ ให้มีคุณค่าและมีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ดังตัวอย่างที่เป็นสิ่งที่ทุกคนคงรู้จักกันดีอย่าง Wikipedia ทำให้ความรู้ถูกต่อยอดไปอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลทุกอย่างได้มาจากการเติมแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เกิดจากการคานอำนาจของข้อมูลของแต่ละบุคคลทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องมากที่สุด และจะถูกมากขึ้นเมื่อเรื่องนั้นถูกขัดเกลามาตามระยะเวลายาวนาน
และวันนี้ Web 3.0 กำลังจะมา เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมาก ๆ โดยอย่างที่เรารู้กันดีว่าผู้ใช้ทั่วไปนั้นเป็นผู้สร้างเนื้อหา ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่นการเขียน Blog, การแชร์รูปภาพและไฟล์มัลติมีเดียต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล ทำให้จำเป็นต้องมีความสามารถในการข้อมูลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บกลายเป็น Sematic Web กล่าวคือเว็บที่ใช้ Metadata มาอธิบายสิ่งต่าง ๆ บนเว็บ ซึ่งในตอนนี้เราจะเห็นกันทั่วไปนั่นคือ Tag นั้นเอง โดยที่ Tag ก็คือคำสั้น ๆ หลาย ๆ คำ ที่เป็นหัวใจของเนื้อหา เพื่อทำให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ได้ด้วยการใช้ Tag ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่แทนที่ผู้ผลิตเนื้อหาจะใส่เอง แต่ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทน
โดยเมื่อได้ Tag มาแล้ว ข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag นึงโดยปริยาย เช่นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Apple ก็จะมี Tag ที่เกี่ยวกับ Computer, iPod, iMac … และ Tag ที่มีเนื้อหา Computer ก็มี Tag ที่เชื่อมโยงกับ Tag ที่มีเนื้อหาด้าน Electronic โดยจะเชื่อมโยงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ข้อมูลมีการเชื่อมโยงกันเหมือนฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงข้อมูล ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เนื้อหาบางส่วนจาก Web 3.0 ในเว็บ BlogSpotting, BusinessWeek Online
Web 1.0 = Read Only, static data with simple markup
Web 2.0 = Read/Write, dynamic data through web services
Web 3.0 = Read/Write/Relate, data with structured metadata + managed identity
Some people say that web 2.0 is the network as a OS. By the time of web 3.0 we should have the web behaving more like a single application with many features then an OS with many apps.
Addi at October 25, 2006 07:05 PM
* Web 1.0 allowed us to share software and files resulting in a fundamental reduction in the duplication of effort during problem solving.
* Web 2.0 services now allow us to share more sophisticated functionality but at a smaller granularity promoting greater reuse of solutions and therefore another drastic reduction in the duplication of effort.
* Web 3.0 will allow us to shunt in human intelligence in a dynamic cooperative manner, with the help of a tightly connected network of personal A.I. assistants, resulting in an explosive improvement in our ability to share solutions and talent.
Robert Oschler at December 12, 2006 01:01 AM
Web 3.0 is coming. The Web is the User Interface to the Internet. The Internet is not the Web.
They both continue to evolve through the application of creative intelligence by people all over this planet to the interconnection of computing devices and machines (the Internet) and the content that is consumed by a living end-user (via the Web’s Browser).
Andy Carvin’s comment was the closest when he referenced Tim Berners-Lee’s notion of the read-write web. HTML was originally derived from the document mark up language used for technical documentation. This was to enable the display of Content for an end-user to consume (read and view). The point is the Web is about communications, not the technology infrastructure, not the wired or wireless device used to access the infrastructure to enable communications, and not the business opportunities that sprout from the capabilities of modern information technology. Execution will be another Internet component, just as VOIP is and IPv6. The interface to the content that is posted, presented, created, and generated is made humanly available via the Web.
So, if we follow Tim Berners-Lee’s notion of the Web as communications, I would propose that the Web 3.0 can be defined via the following logic:
[1] Web 1.0 was about making information, regardless of media, available for push to and pull by individual users.
[2] Web 2.0 is Web 1.0 with the addition of the capability for individual users to push information and media to the Web site.
Therefore,
[3] Web 3.0 will be Web 2.0 with the addition of individuals being able to share as a group and in real time information and media.
Just as game development has evolved to enable massively multiplayer online games (MMOG), the sharing of an environment will allow similar real time communication that the MMOG players enjoy.
Semantic Web is a combination of extrapolated database technology and algorithm based automaton agents. The output of applications built on the Semantic Web will be served through the Internet to the Web Browser, whether that Browser resides on or is built into a mobile phone, a refrigerator, a television set, or a computer.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)